ข้อเสนอเชิงนโยบายประเด็นการขจัดการเลือกปฏิบัติเพื่อความเป็นธรรมทางเพศ




       การขจัดการเลือกปฏิบัติเพื่อความเป็นธรรมทางเพศ เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสังคมประชาธิปไตยและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย แม้ในช่วงที่ผ่านมาสังคมไทยจะมีพัฒนาการเชิงบวกในบางด้าน เช่น การผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่ในความเป็นจริง การเลือกปฏิบัติทางเพศยังคงดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนทุกเพศ ทั้งชาย หญิง และผู้มีความหลากหลายทางเพศ การเลือกปฏิบัติดังกล่าวปรากฏในหลายมิติ ตั้งแต่การจ้างงานที่ยังตัดสินคนจากเพศสภาพมากกว่าความรู้ ความสามารถ ระบบสาธารณสุขที่เข้าถึงบริการไม่เท่าเทียม กระบวนการยุติธรรมที่ขาดความละเอียดอ่อนทางเพศ ไปจนถึงการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐและสถานประกอบการที่ยังใช้กรอบคิดแบบ “ชายและหญิง” เป็นฐานในการตัดสินใจ ส่งผลให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศจำนวนมากถูกกีดกันจากสิทธิและโอกาสขั้นพื้นฐาน

       รากฐานของปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล หากแต่อยู่ที่ “มายาคติและอคติทางสังคม” ที่มองความหลากหลายทางเพศว่าเป็นความผิดปกติ ซึ่งถูกตอกย้ำผ่านระบบการศึกษา ศาสนา สื่อ และกฎหมาย เมื่ออคติดังกล่าวทับซ้อนกับปัจจัยอื่น เช่น การเป็นพนักงานบริการทางเพศ การใช้สารเสพติด หรือการทำแท้ง จะยิ่ง ทำให้การเลือกปฏิบัติมีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น

       ในเชิงโครงสร้าง รัฐธรรมนูญและกฎหมายไทยยังไม่ได้ถูกออกแบบบนฐานคิดเรื่องความเสมอภาคทางเพศอย่างแท้จริง ทั้งการใช้ถ้อยคำที่แบ่งแยกเพศแบบตายตัว และการเปิดช่องให้สถานประกอบการเลือกปฏิบัติได้ภายใต้ข้ออ้างของเสรีภาพในการจ้างงาน ส่งผลให้การคุ้มครองสิทธิยังไม่ครอบคลุมและไม่เท่าทัน ความหลากหลายของสังคม ด้วยเหตุนี้ การผลักดัน “กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ” จึงเป็นกลไกสำคัญในการรื้อถอนโครงสร้างอคติเดิม และสร้างหลักประกันทางกฎหมายเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมได้จริง จึงเกิดเป็นข้อเสนอต่อพรรคการเมืองต่าง ๆ ดังนี้

       1. ผลักดันพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม เหตุผล: เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดนิยาม การเอาผิด และมาตรการเยียวยากรณีการ ถูกเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน การมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลจะทำให้ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน และเปิดช่องให้ผู้ถูกเลือกปฏิบัติเข้าถึงความยุติธรรมได้จริง ไม่ใช่เพียงการอาศัยหลักการเชิงนโยบายหรือเจตนาต่อผู้ถูกกระทำการเลือกปฏิบัติ

       2. แก้ไขรัฐธรรมนูญให้ใช้ถ้อยคำที่เป็นกลางทางเพศ และรับรองความเสมอภาคโดยไม่มีเงื่อนไข เหตุผล: การใช้คำว่า “ชาย/หญิง” ในรัฐธรรมนูญตอกย้ำกรอบคิดแบบสองเพศและกีดกันผู้มีความหลากหลายทางเพศโดยโครงสร้าง การเปลี่ยนมาใช้คำว่า “บุคคล” และรับรองสิทธิความเสมอภาคโดยไม่ผูกกับเพศ ศาสนา หรือศีลธรรมจะเป็นฐานคิดใหม่ที่ทำให้กฎหมายลำดับรองต้องสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญใหม่ต้องรื้อทิ้งและเอาออก รื้อทิ้งวิธีคิดชายเป็นใหญ่ ชาตินิยม ศีลธรรมอันดี ความเป็นอาชญากร ความผิดบาป ความเมตตาสงสาร การสงเคราะห์ และเอาถ้อยคำที่แยกเขาแยกเรา แยกกลุ่ม ออกไป

(1) รัฐธรรมนูญใหม่ต้องรับรองความเสมอภาค แบบไม่มีเงื่อนไข

(2) รัฐธรรมนูญใหม่ต้องเพิ่มมาตราที่เกี่ยวข้องกับการไม่เลือกปฏิบัติเข้าไปโดยเฉพาะ รวมถึงการสนับสนุนให้มีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล กฎหมายลำดับรอง และองค์กรอิสระเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติ

(3) รัฐธรรมต้องระบุหน้าที่ของรัฐให้ชัดเจน ว่าตัวรัฐเองห้ามเลือกปฏิบัติในทุกกรณี ต้องส่งเสริมความเข้าใจเรื่องความแตกต่างหลากหลาย ป้องกัน แก้ไขเยียวยาเมื่อมีการเลือกปฏิบัติ

(4) แก้ไขมาตรา 27 ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ให้รับรองความเสมอภาคเท่าเทียม โดยไม่มีเงื่อนไข ต้องนิยามบุคคลให้ชัดเจน รวมทุกคน เช่น แรงงานข้ามชาติ ผู้ไม่มีสถานะ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ทั้งต้องระบุให้ชัดเจน "โดยเฉพาะรัฐต้องไม่เลือกปฏิบัติ โดยต้องยกเลิก วรรคท้ายของมาตรา 27 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

       กฎหมายบางตัวไม่จำเป็นต้องรอรัฐธรรมนูญใหม่ก็ได้ เช่น เมื่อท่านได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ให้ยกร่าง กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลขึ้นมาด้วย หรือพรรคไหนที่มีการเสนอร่างกฎหมายมาก่อนแล้ว ที่ได้ยื่นไว้แล้วในรัฐสภาที่ผ่านมา ช่วยเดินหน้าต่อในรัฐบาลใหม่ รวมถึงนำกฎหมาย ขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคล

     “ฉบับประชาชนที่รออยู่และได้ลงเข้าชื่อร่วมกัน มากกว่า 12,000 ชื่อ ไปนานแล้ว”