ข้อเสนอเชิงนโยบายประเด็นพนักงานบริการ (sex workers)
การขับเคลื่อนสิทธิของพนักงานบริการ (Sex Workers) มีรากฐานสำคัญจากการเคารพ สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในเรื่องของสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย สิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง ในการใช้ร่างกายเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบอาชีพ และเพื่อคุ้มครองคนทำงานที่ถูกโครงสร้างทางสังคมกดทับ ผ่านระบบกฎหมาย การตีตราและมายาคติให้หลุดพ้นจากการเป็นอาชญากร
ภายใต้การบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ที่ทำให้อาชีพพนักงานบริการทางเพศกลายเป็นผู้กระทำความผิดทางอาญา ส่งผลให้ผู้ประกอบอาชีพนี้ถูกผลักออกไปอยู่ในพื้นที่นอกการคุ้มครองภายใต้กฎหมายและสวัสดิการของรัฐ โดยไม่สามารถเข้าถึงสิทธิการคุ้มครองแรงงาน ประกันสังคม หรือแม้แต่สิทธิในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียม ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ในการบังคับใช้พระราชบัญญัตฉบับนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าสามารถลดปัญหาการค้าประเวณีในสังคมลงได้ แต่กลับสร้างโอกาสให้เกิดการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ การเอารัดเอาเปรียบ และการทุจริตคอร์รัปชันทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่สุจริตและกลุ่มผู้มีอิทธิพล รวมถึงการนำไปสู่ความรุนแรงทางเพศ ทางร่างกาย และจิตใจ กระทั่งปัญหาด้านการค้ามนุษย์และปัญหาอาชญากรรมอื่นๆ เนื่องด้วยกฎหมายที่ผลักให้ผู้ที่ประกอบอาชีพไม่ได้การคุ้มครอง ต้องยอมจำนนโดยไร้ทางสู้
ในขณะอุตสาหกรรมภาคบริการและการท่องเที่ยวกลางคืน เป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่คนทำงานกลับไม่ได้รับการคุ้มครอง หรือแม้แต่การยอมรับในฐานะแรงงาน การยกเลิกกฎหมายฉบับนี้และเปลี่ยนเป็นการคุ้มครองตามสิทธิแรงงาน จึงเป็นทางออกที่สำคัญในการคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสร้างความโปร่งใสในระบบเศรษฐกิจ
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มเครือข่ายพนักงานบริการทางเพศที่นำโดย มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ หรือ SWING และ มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ Empower จึงร่วมกันผลักดันภายใต้หลักการสำคัญว่า “Sex Work is Work” หรือการยอมรับว่าพนักงานบริการทางเพศคือแรงงานที่ควรได้รับสิทธิและความคุ้มครองเช่นเดียวกับอาชีพอื่น การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการลงโทษทางอาญา ไปสู่การคุ้มครองสิทธิและความเป็นธรรมเชิงโครงสร้างผ่านนโยบายและกฎหมายของรัฐ จึงเกิดเป็นข้อเสนอต่อพรรคการเมือง ดังนี้
1. ยกเลิกการเอาผิดทางอาญาต่อพนักงานบริการทางเพศ (Decriminalization) เหตุผล: เนื่องจากการทำให้อาชีพนี้เป็นความผิด ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่กลับทำให้ผู้ประกอบอาชีพตกอยู่ในภาวะเปราะบาง ถูกละเมิดสิทธิ และไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ การยกเลิกโทษทางอาญา จะช่วยให้พนักงานบริการสามารถแจ้งความเมื่อถูกกระทำความรุนแรง ลดช่องว่างของการค้ามนุษย์ และตัดวงจรการรีดไถคอร์รัปชัน
2. ปรับปรุงกฎหมายโดยรับรองพนักงานบริการทางเพศในฐานะแรงงานที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เหตุผล: การนำอาชีพนี้เข้าสู่ระบบกฎหมายแรงงาน หรือการออกกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองพนักงานบริการทางเพศ จะทำให้ผู้ประกอบอาชีพได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น ค่าแรงที่เป็นธรรม ชั่วโมงการทำงานที่ปลอดภัย และการคุ้มครองจากนายจ้าง ลดการเอารัดเอาเปรียบที่เกิดขึ้นในระบบใต้ดิน ไม่ใช่การจดทะเบียนเป็นโสเภณี แต่การยอมรับรองภายใต้กฎหมายแรงงานหรือประกันสังคมในฐานะแรงงาน ต้องเป็นแรงงานภาคบริการเท่านั้น โดยให้พรรคการเมืองสนับสนุน (ร่าง) พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ไม่ใช้การจดทะเบียนเป็นโสเภณี แต่ต้องรับรองภายใต้กฎหมายแรงงานหรือประกันสังคมในฐานะแรงงาน ต้องเป็นแรงงานภาคบริการเท่านั้น โดยให้พรรคการเมืองสนับสนุน (ร่าง) พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ
3. พัฒนานโยบายด้านเศรษฐกิจและภาษีที่โปร่งใสต่ออุตสาหกรรมบริการทางเพศ เหตุผล: เมื่ออาชีพนี้อยู่ในระบบที่ถูกกฎหมาย รัฐจะสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างโปร่งใส ลดการรั่วไหลของรายได้ไปสู่ระบบส่วย และนำทรัพยากรดังกล่าวกลับมาใช้พัฒนาสวัสดิการสาธารณะและคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวม
4. สร้างโอกาสในการเข้าถึงด้านสุขภาวะทางกายและจิต เหตุผล: คนทำงานบริการเข้าถึงสวัสดิการสุขภาพยาก ทั้งในส่วนของการป้องกันโรคและการรักษาโรคจากรัฐ รวมทั้งต้องได้รับบริการตรวจสุขภาพทางเพศ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมโรค จากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อมหรือกฎหมายอื่นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และพนักงานที่เป็นแรงงานข้ามชาติยังคงไม่เข้าใจถึงสิทธิ พนักงานบริการมีความกดดันจากครอบครัวและจากการตีตราทางสังคม เกิดภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้น แต่บริการสุขภาพจิตมีค่าใช้จ่ายสูง