ข้อเสนอเชิงนโยบายประเด็นกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ
การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพในประเทศไทย เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ทั้งในมิติของกฎหมาย การให้บริการของรัฐ ระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข การเดินทางและการประกอบอาชีพ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากปัจเจกบุคคล แต่เป็นผลจากกรอบคิดของรัฐและสังคมที่กำหนดว่าเพศมี 2 เพศ คือชายและหญิง ทำให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกบังคับให้ใช้คำนำหน้านามตามเพศกำเนิดของตน ถูกจำกัดการแต่งกายตามเพศกำเนิดในสถานศึกษา ถูกเรียกคำนำหน้านามตามเพศกำเนิดที่ระบุไว้ในบัตรประชาชน และในกรณีบุคคล Intersex ยังพบการบังคับผ่าตัดเลือกเพศตั้งแต่วัยเด็กโดยไม่ได้รับความยินยอม ขณะเดียวกันหลักสูตรการแพทย์และระบบการศึกษายังคงยึดกรอบ Binary และไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น ICD-11 จากองค์การอนามัยโลก WHO
ปัจจุบัน แม้สังคมจะมีความสนใจความหลากหลายทางเพศมากขึ้น แต่การเลือกปฏิบัติยังคงเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของคนข้ามเพศและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะในกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองจากปัญหาเอกสารไม่สอดคล้องกับเพศสภาพ นำไปสู่การถูกกักตัว การตีตราว่าเป็นผู้ปลอมแปลงเอกสาร และการตรวจค้นร่างกายที่ละเมิดสิทธิ นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในการเข้ารับราชการและการประกอบอาชีพบางประเภท
แม้ภาคประชาชนจะได้เสนอร่างกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ และสามารถรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนได้กว่า 12,000 รายชื่อ ควบคู่กับการรณรงค์สร้างความเข้าใจในสังคม แต่กระบวนการผลักดันยังเผชิญความกังวลจากภาครัฐเกี่ยวกับการปรับแก้ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม การชะลอ การดำเนินการยิ่งทำให้ความไม่เป็นธรรมดำรงอยู่ และทำให้การละเมิดสิทธิเกิดขึ้นซ้ำอย่างเป็นระบบ จากประเด็นปัญหาดังกล่าวจึงเกิดเป็นข้อเสนอต่อพรรคการเมือง ดังนี้
1. รับรองกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพตามร่างฉบับภาคประชาชน เพื่อให้บุคคลสามารถเลือกใช้คำนำหน้านามและระบุเพศสภาพในเอกสารราชการได้ตาม หลักการ “Self-determination เจตจำนงในการเลือกเพศให้กับตัวเองได้” เหตุผล: การรับรองเพศสภาพอย่างชัดเจนจะสร้างหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานให้ประชาชนได้
2. ปรับปรุงและเชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้ระบบทะเบียนราษฎร์ ระบบสาธารณสุข การศึกษา การตรวจคนเข้าเมือง และกระบวนการยุติธรรม รับรองเพศสภาพตามกฎหมาย และลดการเรียกคำนำหน้านามโดยไม่จำเป็น ทำให้ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของหน่วยงานราชการเชื่อมโยงกัน เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงบริการ และปรับแบบฟอร์มราชการให้เป็นกลางในการระบุคำนำหน้านาม เหตุผล: ฐานข้อมูลของรัฐคือกลไกต้นทางของการให้บริการ หากไม่ปรับระบบ ข้อกฎหมายจะไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง และจะยังคงผลิตซ้ำการละเมิดสิทธิ
3. ปรับกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองและการบังคับใช้กฎหมายให้เคารพอัตลักษณ์ทางเพศ กำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการตรวจเอกสารและตรวจค้นร่างกาย โดยยึดหลักความสมัครใจ ความจำเป็นของการ ตรวจค้น เหตุผล: การเดินทางเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง การใช้ดุลพินิจที่ตั้งอยู่บนอคติทำให้รัฐกลายเป็นผู้ละเมิดสิทธิ
4. ส่งเสริมจริยธรรมสื่อและการปรับทัศนคติของสังคม สนับสนุนให้สื่อมวลชน มีบทบาทในการลดอคติและยุติการผลิตซ้ำภาพเหมารวมเกี่ยวกับผู้ที่มีความหลากหลาย เหตุผล: กฎหมายจะไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน หากสังคมยังคงยอมรับการเหยียดเพศและการลดทอนคุณค่าของเพื่อนมนุษย์
5. การออกแบบพื้นที่รับฟังความหลากหลายทางเพศในชุมชน เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รับฟังประสบการณ์ และสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นความเท่าเทียมระหว่างเพศ โดยเชื่อมโยงบทบาทของครอบครัว โรงเรียน และชุมชน
6. การส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศตั้งแต่วัยเด็ก โดยพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับช่วงวัย เพื่อสร้างความเข้าใจ การเคารพความแตกต่าง และทัศนคติเชิงบวกต่อความหลากหลายของมนุษย์บนหลักความเท่าเทียมและการไม่เลือกปฏิบัติ