ข้อเสนอเชิงนโยบายประเด็นสุขภาวะ




        ระบบสุขภาวะของประเทศไทยในปัจจุบันยังตั้งอยู่บนฐานคิดที่ไม่ครอบคลุมความหลากหลายของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้พิการ และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งยังคงถูกมองว่าเป็น “กลุ่มเฉพาะ” มากกว่าจะเป็นประชาชนที่มีสิทธิเท่าเทียมในระบบสุขภาพ ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ การขาดนิยามของคำว่า “สุขภาวะ” ในกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่สะท้อนความเป็นจริงของชีวิตผู้คน ส่งผลให้ระบบบริการสุขภาพยังไม่ยอมรับตัวตน อัตลักษณ์ และวิถีชีวิตที่หลากหลาย กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศและ Intersex จึงไม่มีตัวตนในระบบสุขภาพ ถูกปฏิเสธการรักษา หรือได้รับบริการที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะบุคคล ทั้งในมิติสุขภาพกาย สุขภาพจิต และอนามัยเจริญพันธุ์ ในขณะเดียวกัน กลุ่มเปราะบางอื่น ๆ เช่น แรงงานข้ามชาติ ยังคงเข้าไม่ถึงสิทธิการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมกับคนไทย ขณะที่ผู้พิการโดยเฉพาะผู้บกพร่องทางการได้ยิน ต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านการสื่อสาร เนื่องจากสถานพยาบาลขาดล่ามภาษามือและสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน ทำให้สิทธิในการรับรู้ข้อมูล การตัดสินใจรักษา และการมีส่วนร่วมในกระบวนการดูแลสุขภาพถูกจำกัด

       ปัญหาดังกล่าวยังทับซ้อนกับความไม่พร้อมของบุคลากรทางการแพทย์และหลักสูตรการศึกษา ซึ่งยังขาดความเข้าใจเรื่องความละเอียดอ่อนทางเพศ ความพิการ และบริบทชีวิตที่หลากหลาย ขณะเดียวกัน องค์กรภาคประชาสังคมซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการดูแลสุขภาพชุมชนแบบองค์รวม กลับไม่ได้รับการรับรองบทบาทจากภาครัฐ ทำให้ศักยภาพชุมชนไม่ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างเต็มที่

       สถานการณ์ทั้งหมดสะท้อนว่า การปฏิรูประบบสุขภาวะไม่ใช่เพียงเรื่องบริการทางการแพทย์ แต่เป็นประเด็นสิทธิ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ต้องได้รับการรับรองในระดับโครงสร้าง โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงเกิดเป็นข้อเสนอต่อพรรคการเมือง ดังนี้

       1. บรรจุหลักการ SOGIESC และสิทธิในการกำหนดตนเอง (Self-determination) ไว้ในรัฐธรรมนูญ เหตุผล: การรับรองในระดับรัฐธรรมนูญจะเป็นหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลทุกกลุ่ม ลดการเลือกปฏิบัติในเชิงโครงสร้าง และเป็นฐานทางกฎหมายให้การออกนโยบาย กฎหมายลำดับรอง และการให้บริการของรัฐสอดคล้องกับความหลากหลายทางเพศและอัตลักษณ์

       2. ปรับระบบสุขภาพให้ยึดชุมชนเป็นศูนย์กลาง และเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดบริการสุขภาวะองค์รวม เหตุผล: อัตลักษณ์ทางเพศและชีวิตทางเพศมีความหลากหลายและซับซ้อน การออกแบบบริการจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่มได้ การมีส่วนร่วมของชุมชนจะทำให้บริการเหมาะสม ปลอดภัย และเข้าถึงได้จริง

       3. ปรับมาตรฐานทางการแพทย์จาก ICD-10 เป็น ICD-11 ตามแนวทางองค์การอนามัยโลก (WHO) เหตุผล: ICD-11 ลดการตีตราอัตลักษณ์ทางเพศและสอดคล้องกับองค์ความรู้ทางการแพทย์สากล ช่วยให้ระบบสุขภาพไทยมีมาตรฐานที่ทันสมัย และไม่สร้างอคติซ้ำเติมผู้รับบริการ

       4. พัฒนาระบบดูแลและเยียวยาด้านสุขภาวะจิตที่เข้าถึงได้สำหรับทุกกลุ่มอัตลักษณ์ เหตุผล: บุคคลหลากหลายทางเพศและกลุ่มอัตลักษณ์ทับซ้อนเผชิญความเครียด การตีตรา และความรุนแรงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสังคม การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตอย่างทั่วถึงและปลอดภัยเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันปัญหาระยะยาว

       5. จัดหายา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพอย่างเพียงพอและเท่าเทียม เหตุผล: ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงยาหรืออุปกรณ์ที่เหมาะสมส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต การลงทุนด้านนี้เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาวะและศักยภาพของประชาชนในระยะยาว

       6. พัฒนาพื้นที่สาธารณะและบริการของรัฐให้เพียงพอและสอดคล้องกับความหลากหลายของประชากร เหตุผล: พื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยและโอบรับความหลากหลายช่วยลดความรุนแรง การกีดกัน และสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมในสังคม

       7. จัดสรรงบประมาณสนับสนุนชุมชนและกลุ่มคนทำงานด้านสุขภาวะอย่างต่อเนื่อง เหตุผล: ชุมชนและภาคประชาชนเป็นกลไกสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง หากไม่มีงบประมาณรองรับ การทำงานจะไม่ยั่งยืนและไม่สามารถขยายผลเชิงนโยบายได้

       8. รับรองการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอนของกระบวนการนโยบาย ตั้งแต่การออกแบบ ดำเนินการ และประเมินผล เหตุผล: การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงช่วยลดนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง และเพิ่มความโปร่งใส ความไว้วางใจ และประสิทธิภาพของรัฐ

       9. รับรองสถานะของผู้ใช้สารเสพติดในฐานะผู้ที่อยู่ในระบบส่งเสริมสุขภาวะ ไม่ใช่อาชญากร เหตุผล: แนวคิดด้านสุขภาพ (Health-based approach) ช่วยลดการตีตรา เพิ่มการเข้าถึงบริการ และลดอันตรายต่อชีวิตมากกว่าการใช้มาตรการทางอาญาเพียงอย่างเดียว

       10. จัดตั้งหรือมอบหมายหน่วยงานเฉพาะด้านความหลากหลายและอัตลักษณ์ทับซ้อน เหตุผล: ปัญหาความหลากหลายมีมิติซับซ้อนและเกี่ยวข้องหลายกระทรวง การมีหน่วยงานหลักจะช่วยบูรณาการนโยบายและลดความซ้ำซ้อนหรือช่องว่างในการทำงาน

       11. ยุติการเลือกปฏิบัติในตลาดแรงงานและยืนยันสิทธิในการประกอบอาชีพสุจริตของผู้ที่ประสบปัญหาด้านสุขภาวะ เหตุผล: ในการตลาดแรงงานจะต้องเลือกปฏิบัติต่อผู้มีปัญหาด้านสุขภาวะ เช่น ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ ผู้พิการ ผู้มีปัญหาด้านสุขภาวะทางจิตใจและผู้อยู่ในกระบวนการบำบัด ดูแล ฟื้นฟู ต่าง ๆ เป็นต้น

       12. ส่งเสริมบทบาทหน่วยงานวิจัยของรัฐในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาวะ อัตลักษณ์ และความหลากหลาย โดยชุมชนมีส่วนร่วม เหตุผล: งานวิจัยที่ขาดเสียงของชุมชนอาจไม่สะท้อนความจริง การมีส่วนร่วมจะทำให้องค์ความรู้ถูกต้อง ใช้ได้จริง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย

       13. พัฒนากลไกเฝ้าระวังสถานการณ์สุขภาวะของบุคคลหลากหลายทางเพศและอัตลักษณ์ทับซ้อน เหตุผล: ข้อมูลที่รอบด้านและต่อเนื่องเป็นฐานสำคัญของการวางแผนนโยบายและการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม

       14. รับรองความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของคนในชุมชนในระบบบริการและนโยบายของรัฐ เหตุผล: ความรู้จากประสบการณ์ตรงเป็นองค์ความรู้ที่ระบบราชการไม่สามารถผลิตได้เอง และช่วยเพิ่มคุณภาพของบริการอย่างมีนัยสำคัญ

       15. ยืนยันเสรีภาพในการเลือกแนวทางดูแลสุขภาวะของตนเอง และจัดให้มีทางเลือกที่หลากหลาย เหตุผล: สุขภาวะเป็นเรื่องของชีวิตส่วนบุคคล การเคารพการตัดสินใจของแต่ละคนช่วยเสริมพลัง (Empowerment) และลดความขัดแย้งกับระบบรัฐ

       16. จัดสวัสดิการด้านการเลี้ยงดูและสุขภาวะของเด็กให้ครอบคลุมครอบครัวและสถานศึกษา ปรับปรุงเนื้อหาเรื่องสุขภาวะในวิชาสุขศึกษา เพื่อเป็นการปูพื้นฐานในการลดทัศนคติเชิงลบในสังคม เหตุผล: เด็ก เยาวชนและครอบครัวจะมีสุขภาวะที่ดีได้ต้องอยู่ในระบบสนับสนุนสุขภาวะตั้งแต่เริ่มต้นครอบคครัวการตั้งครรภ์และการเลี้ยงดูบุตร ให้มีสุภาวะที่ดีพร้อมกับสนับสนุนให้เข้าถึงระบบที่สร้างสุขภาวะที่ดี

       17. ขยายความหมายของ “สุขภาวะ” ให้ครอบคลุม กาย ใจ สังคม และปัญญา สำหรับทุกกลุ่มอัตลักษณ์ เหตุผล: สุขภาวะองค์รวมเป็นแนวคิดสากลที่ช่วยลดปัญหาสุขภาพซ้ำซ้อนและเพิ่มคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

       18. พัฒนาแนวปฏิบัติและทัศนคติของผู้ให้บริการรัฐให้โอบรับความหลากหลาย เหตุผล: แม้นโยบายจะก้าวหน้า แต่หากผู้ให้บริการยังมีอคติ จะทำให้สิทธิไม่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ

       19. จัดให้มีสื่อความรู้และล่ามภาษามือที่เพียงพอสำหรับผู้พิการทางการได้ยิน ผู้พิการทางการมองเห็น เหตุผล: การเข้าถึงข้อมูลและบริการเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน การขาดล่ามหรือสื่อที่เหมาะสมถือเป็นการกีดกันโดยโครงสร้าง

       20. อบรมและพัฒนาศักยภาพล่ามอาสาอย่างเป็นระบบและเพียงพอ เหตุผล: ล่ามเป็นกลไกสำคัญในการเข้าถึงสิทธิของผู้พิการทางการได้ยิน การลงทุนด้านนี้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพบริการรัฐ (ล่ามแปภาษาของแรงงานข้ามชาติ)

       21. ให้แก้ไขหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ. 2551 โดยใช้เนื้อหาที่เคารพบุคคลเพศหลากหลาย ไม่ผลิตซ้ำ ทำให้เด็กเพศหลากหลายมีความสุขกับชีวิตในวัยเรียน

       22. เพิ่มเนื้อหาการเรียนการสอนประเด็น SOGIESC โดยออกแบบผ่านตัวชี้วัดของครู เพื่อเพิ่มความเข้าใจ ลดการตัดสินนักเรียนเพศหลากหลายและสร้างพื้นที่ปลอดภัยในห้องเรียน

       23. ออกระเบียบการแต่งกาย การไว้ทรงผม การเข้าห้องน้ำ หรือแนวปฏิบัติที่เพิ่มความรู้สึกปลอดภัยต่อเด็กเพศหลากหลาย เพื่อลดความรุนแรงในการกลั่นแกล้ง รังแก และส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กเพศหลากหลาย

       จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ ประชาชนไม่ได้ต้องการมีอภิสิทธิ์ที่มีอยู่อย่างประดาษประเดื่อในสังคมเหลื่อมล้ำนี้ แต่เพราะต้องการสิทธิ์ที่พึ่งมีในรัฐที่มีประชาชนเป็นที่ตั้ง การกล่าวเสนอนี้ต้องการสิทธิ์ที่โอบรับทุกคนทุกกลุ่มไว้ โดยในการคิดคำนึงของเราประชาชนนั้นมีคนทุกคนและกลุ่มทุกกลุ่มอยู่ในการควรคิดรวมถึงท่านและคนที่ท่านรักด้วย เราจึงหวังอย่างยิ่งว่าในการนึกคิดของท่านตลอดการปฏิบัติหน้าที่ การคิดนโยบายและการใคร่คิดต่าง ๆ นั้นจะมีเราประชาชนอยู่ตลอดการคำนึงต่าง ๆ

       สุดท้ายหากรัฐไม่สามารถโอบกอดประชาชนทุกกลุ่มทุกคนไว้ ความรุนแรงต่าง ๆ ที่ได้เกิดขึ้นนั้นไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า มีรัฐและท่านเป็นผู้ร่วมสังฆกรรมอยู่ สิ่งที่ตามเพิ่มขึ้นมานอกจากสิทธิ์ที่จะได้อย่างสิทธิซึ่งเป็นมนุษย์สมบัติขั้นต่ำสุดของประชาชนในรัฐจะได้รับ นั้นก็การเยียวยาซึ่งในประเทศนี้ก็มีผู้ต้องการเยียวยาเยอะเสียเหลือเกิน ท่านทั้งหลาย นี้ไม่ใช่การร้องขอแต่เป็นการกล่าวในฐานะประชาชนผู้ทรงศักดิ์และทรงสิทธิ์ที่หวังในการปฏิบัติหน้าที่ของท่านในฐานตัวแทนของผู้ทรงศักดิ์และทรงสิทธิ์