ข้อเสนอเชิงนโยบายประเด็นความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ (GBV)




       สถานการณ์ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ (Gender-Based Violence: GBV) ความรุนแรงในครอบครัว และอาชญากรรมจากความเกลียดชัง (Hate Crime) ยังคงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคมไทยที่แก้ไม่จบแม้ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีพัฒนาการด้านกฎหมายความเท่าเทียม เช่น กฎหมายสมรสเท่าเทียมแต่ความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลจาก
เพศสภาพ รสนิยมทางเพศ และการแสดงออกทางเพศยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน สถานที่ทำงาน โลกออนไลน์ ไปจนถึงเรือนจำ

       ความรุนแรงดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะราย หากแต่เป็นอาชญากรรมจากความเกลียดชัง (hate crime) ที่มีรากฐานมาจากอคติ ความเกลียดกลัว และความเกลียดชังต่ออัตลักษณ์ทางเพศ ความรุนแรงนี้ไม่จำกัดอยู่เพียงการทำร้ายร่างกายหรือการล่วงละเมิดทางเพศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรุนแรงทางวาจา (Hate Speech) ความรุนแรงทางจิตใจ และความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ถูกผลิตซ้ำผ่านกฎหมาย นโยบาย และระเบียบของรัฐที่ยังไม่ครอบคลุมและไม่ยอมรับอัตลักษณ์ทางเพศของบุคคลอย่างแท้จริง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กรณีทอมที่ถูกข่มขืนจากคนใกล้ชิด เพื่อให้กลับมาเป็นผู้หญิง ผู้หญิงข้ามเพศที่ถูกทำร้ายร่างกายและถูกฆ่าจากความเกลียดชัง และกรณีผู้ต้องขังหญิงข้ามเพศ ซึ่งยังไม่ผ่านการผ่าตัดแปลงเพศ ถูกบังคับให้คุมขังรวมกับนักโทษชายตามกฎระเบียบราชทัณฑ์ อันสะท้อนการเลือกปฏิบัติที่ตั้งอยู่บนอคติทางเพศเชิงสถาบัน ส่งผลให้บุคคลเหล่านี้ตกอยู่ในความเสี่ยงสูงต่อการเผชิญกับความรุนแรง ซึ่งไม่เพียงละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ยังตอกย้ำรูปแบบของอาชญากรรมจากความเกลียดชังที่รัฐมีส่วนทำให้ดำรงอยู่โดยขาดกลไกคุ้มครองความปลอดภัยที่เหมาะสม

       ระบบการศึกษาและกระบวนการยุติธรรม ยังขาดความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศและมิติของความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศอย่างรอบด้าน ทำให้การคุ้มครองผู้ถูกกระทำไม่มีประสิทธิภาพ และในหลายกรณีกลับซ้ำเติมความรุนแรงให้ผู้ถูกกระทำต้องเผชิญกับการตีตราและการเลือกปฏิบัติซ้ำอีก

       บริบทโลกออนไลน์ เมื่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียลดมาตรฐานการกำกับดูแลเนื้อหา ส่งผลให้การใช้ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง การคุกคามออนไลน์ และการใช้เทคโนโลยี AI ในการตัดต่อภาพที่ไม่เหมาะสมแพร่กระจายอย่างไร้การควบคุม ในขณะเดียวกันทั้งแพลตฟอร์มและรัฐยังขาดกลไกการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ถูกกระทำที่รวดเร็วและประสิทธิภาพ

       ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังไม่ยอมรับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริงอีกทั้งกฎหมายที่มีอยู่ เช่น พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ยังมีข้อยกเว้นด้านศาสนาและความมั่นคง ซึ่งเปิดช่องให้เกิดการเลือกปฏิบัติและลดทอนประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ จึงเกิดเป็นข้อเสนอต่อภาครัฐและพรรคการเมือง ดังนี้

       1. ปรับปรุงกฎหมายให้รับรองและนิยามความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ (GBV) และอาชญากรรมจากความเกลียดชัง (Hate Crime) อย่างชัดเจน เหตุผล: ปัจจุบันกฎหมายไทยยังไม่มีการระบุนิยามของคำว่า GBV และ Hate Crime ออกจากอาชญากรรมอย่างชัดเจน ทำให้ความรุนแรงที่มีแรงจูงใจจากอคติทางเพศถูกมองข้าม การนิยามและรับรองอย่างชัดเจนจะช่วยให้การป้องกัน การสอบสวน และการลงโทษมีความเหมาะสมกับลักษณะความผิดมากขึ้น

       2. แก้ไขพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 โดยยกเลิกข้อยกเว้นทางศาสนาและความมั่นคง เหตุผล: เสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 โดยยกเลิกข้อยกเว้นด้านศาสนาและความมั่นคง ซึ่งเป็นช่องว่างที่เปิดให้รัฐและองค์กรต่าง ๆ ใช้เป็นเหตุในการเลือกปฏิบัติต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิเป็นสากลและไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมทั้งปรับปรุงฐานข้อมูลและระบบการให้บริการของรัฐให้สอดคล้องกับหลักความเท่าเทียม มิฉะนั้นกฎหมายจะไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงและยังคงผลิตซ้ำการละเมิดสิทธิ ควบคู่ไปกับการแก้ไขกระบวนการร้องเรียนให้ผู้เสียหายสามารถมีตัวแทนหรือผู้ร่วมดำเนินการได้ เช่น องค์กรภาคประชาสังคม นักกฎหมาย คู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดาน และกำหนดให้ผลการวินิจฉัยกรณีการเลือกปฏิบัติสามารถใช้เป็นบรรทัดฐานในการแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่เลือกปฏิบัติ รวมถึงผลักดันให้พระราชบัญญัติฯ เป็นประเด็นสาธารณะ โดยเปิดให้บุคคลหรือหน่วยงานที่พบเห็นการเลือกปฏิบัติสามารถยื่นคำร้องได้

       3. ปรับระเบียบราชทัณฑ์ให้คำนึงถึงอัตลักษณ์ทางเพศสภาพและความปลอดภัยของผู้ต้องขัง เหตุผล: เสนอให้ปรับปรุงระเบียบและแนวปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ให้เคารพอัตลักษณ์ทาง
เพศสภาพของผู้ต้องขัง โดยยุติการคุมขังบุคคลข้ามเพศในเรือนจำที่ไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศของตน ซึ่งถือเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่รัฐผลิตซ้ำและเพิ่มความเสี่ยงต่อการล่วงละเมิด การคุกคาม และการข่มขืน การจัดระบบเรือนจำที่คำนึงถึงอัตลักษณ์ทางเพศและความปลอดภัยจะช่วยคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง ทั้งควรกำหนดมาตรการด้านสาธารณสุขและระบบสุขภาพในเรือนจำให้ตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของผู้ต้องขังแต่ละอัตลักษณ์ทางเพศ รวมถึงการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เหมาะสม และของใช้จำเป็น เช่น ชุดชั้นใน ผ้ารัดหน้าอก หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพกายและใจ พร้อมทั้งมีกลไกตรวจสอบจริยธรรมและการใช้อำนาจของบุคลากรราชทัณฑ์อย่างเป็นอิสระ เพื่อป้องกันการกดดันและการละเมิดสิทธิของผู้ต้องขัง

       4. พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมและการศึกษาให้มีความเข้าใจเรื่อง GBV และความหลากหลายทางเพศ เหตุผล: รัฐควรพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมและบุคลากรด้านการศึกษาให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่เหมาะสมต่อความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศและความหลากหลายทางเพศ เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากยังขาดความเข้าใจและมีอคติ ส่งผลให้ผู้ถูกกระทำไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม การจัดอบรมอย่างต่อเนื่องและการจัดทำแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดการผลิตซ้ำของความรุนแรง เพิ่มคุณภาพการคุ้มครอง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ถูกกระทำต่อระบบยุติธรรมควบคู่กับการบูรณาการความรู้เรื่องความรุนแรงทางเพศ ความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อสร้างความเข้าใจตั้งแต่ต้นทาง

       5. กำหนดบทโทษของผู้กระทำการใช้ถ้อยคำเกลียดชังและความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ (Gender-Based Violence: GBV) ในโลกออนไลน์ เหตุผล: ในกรณีที่รัฐยังไม่สามารถกำหนดข้อบังคับหรือมาตรฐานการปฏิบัติต่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐควรมุ่งกำหนดกลไกทางกฎหมายเพื่อเอาผิดกับบุคคลผู้สร้างหรือเผยแพร่ถ้อยคำเกลียดชัง การคุกคาม และความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศผ่านสื่อออนไลน์อย่างชัดเจน โดยต้องนิยามความผิดให้ครอบคลุมพฤติกรรมในโลกดิจิทัล ลดภาระการพิสูจน์ของผู้เสียหาย และจัดให้มีช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้จริง ควบคู่กับการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศและมิติของความรุนแรงออนไลน์ รวมถึงการใช้มาตรการทางกฎหมาย เช่น กลไก การสั่งระงับหรือลบเนื้อหา (Take It Down) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284/4 เพื่อคุ้มครองผู้ถูกกระทำอย่างทันท่วงที ลดการซ้ำเติมความเสียหาย และยืนยันหลักการว่าการใช้ความเกลียดชังในโลกออนไลน์เป็นการละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ต้องมีความรับผิดตามกฎหมาย

       6. สร้างระบบคุ้มครองและเยียวยา ผู้ถูกกระทำจาก GBV และ Hate Crime แบบองค์รวม เหตุผล: ผู้ถูกกระทำจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือด้านกฎหมาย ระบบบริการสุขภาพจิต และสวัสดิการสังคมได้อย่างครบถ้วน หากมีระบบคุ้มครองที่เชื่อมโยงหน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้ผู้ถูกกระทำได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และเหมาะสมกับบริบทความเป็นอยู่ของผู้ถูกกระทำ จะช่วยฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของผู้ถูกกระทำได้